อินเดียเปิดใช้งาน “อุโมงค์ทางลัด” ใกล้พื้นที่พิพาทกับจีน

รัฐบาลอินเดียเปิดใช้งานอุโมงค์บนเทือกเขาหิมาลัย “ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์” เนื่องจากอยู่ใกล้กับพื้นที่ขัดแย้งกับจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ว่านายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ลงพื้นที่เมืองมานาลี ในรัฐหิมาจัลประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดใช้งานอุโมงค์ “อตัล” ความยาวประมาณ  9 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ระดับความสูงมากกว่า 3,000 เมตรบนเทือกเขาหิมาลัย เพื่อเป็นเส้นทางลัดให้กับการคมนาคมบนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งระบบโครงสร้างพื้นฐานในเขตห่างไกลยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก
 
ทั้งนี้ อุโมงค์อตัลซึ่งใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 12,628 ล้านบาท ) เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนมิ.ย. 2553 จะช่วยลดระยะเวลาการทางได้ประมาณ 4 ชั่วโมง หรือราว 50 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอินเดีย เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแนวพรมแดนของเทือกเขาหิมาลัย “ให้ทัดเทียม” กับจีน โดยเฉพาะบริเวณเขตลาดักห์ ที่อยู่ตรงข้ามกับเขตอักไสชินของจีน และเกิดกรณีพิพาทรุนแรงระหว่างทหารของทั้งสองประเทศ เมื่อกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทหารอินเดียเสียชีวิตอย่างน้อย 20 นาย ส่วนจีนยังคงสงวนข้อมูลของตัวเอง

ขณะเดียวกัน โมดีแสดงความเชื่อมั่นว่า อุโมงค์ลอดภูเขาแห่งนี้จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในท้องถิ่นได้ ด้านรัฐบาลปักกิ่งยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการ ต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าวของอินเดีย
 
อนึ่ง อินเดียและจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพรมแดนร่วมกันเป็นระยะทางยาวที่สุดในโลก โดยวัดได้ประมาณ 4,000 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่มีการอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อน และเป็นที่รับรู้กันสองฝ่าย ว่าพรมแดนบริเวณนี้เป็น “เส้นควบคุมแท้จริง” หรือ “แอลเอซี” ( Line of Actual Control- LAC ) เพื่อยุติสงครามเมื่อปี 2505 ที่จีนกับอินเดียสู้รบกันเพื่อแย่งชิงพื้นที่บางส่วนของเทือกเขาหิมาลัย ก่อนมีการกำหนดเส้นแบ่งอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2536
 
อย่างไรก็ตาม อินเดียกล่าวว่า การที่จีนยึดครองพื้นที่ 38,000 ตารางกิโลเมตรในเขตอักไสชิน เป็นการละเมิดอธิปไตยของภูมิภาคลาดักห์ แต่รัฐบาลปักกิ่งวิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน กรณีรัฐบาลนิวเดลีประกาศยกเลิกสถานะพิเศษของภูมิภาคแคชเมียร์ เมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้ว และนำไปสู่การจัดตั้งเขตลาดักห์เป็น “เขตปกครองพิเศษ”